username
Password
 

ตะกร้าสินค้า
ซีรีย์เกาหลี
ซีรีย์ไต้หวัน
ซีรีย์ตะวันตก
ซีรีย์ญี่ปุ่น
ละครไทย
หนังจีน
การ์ตูน






ซีรีย์เกาหลี
คุณภาพโดย Me2dvd.com





หมวด: ซีรีย์ตะวันตก/พากย์ไทย


Shared
รหัสสินค้า: EN0112
ชื่อเรื่อง: ซีรีย์ตะวันตก 24 Hours ชั่วโมงอันตราย Season 1 V2D 3 แผ่น พากย์ไทย
05-03-2015 Views: 8966
รูปแบบสินค้า:
สั่งซื้อ:
Set A (สกรีนชื่อเรื่อง)  3แผ่น฿105.00
Set B (สกรีนเต็มแผ่น)3แผ่น฿135.00
Set C (Boxset)            3แผ่น฿165.00
รายละเอียด:

[EN0112] 24 Hours ชั่วโมงอันตราย V2D 3 แผ่น พากย์ไทย

24
Season 1 (2001)
24 ชม. วันอันตราย ปี 1
 
สิ่งที่แรกที่ต้องกล่าวถึง 24 คือความแปลกใหม่สุดยอดในการวางคอนเซ็ปต์  เนื้อเรื่องของ 24 นั้นเริ่มที่เที่ยงคืน  และวกกลับมาที่เที่ยงคืน  โดยจะมีทั้งหมด 24 ตอน  แต่ละตอนนั้นตามเนื้อเรื่องแล้วประกอบไปด้วยหนึ่งชั่วโมง  แต่ที่จริงแล้วเล่นประมาณ 40 นาที  โดย 20 นาทีที่หายไปนั้นคือโฆษณาตอนฉายจริงเป็นรายสัปดาห์  โดยเวลาซึ่งหายไปที่ใช้โฆษณานั้นก็จะถูกรวมอยู่ในเนื้อเรื่องด้วย  เป็นช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น  เพราะฉะนั้น  เรื่องนี้เดินเรื่องโดยใช้ “เวลาจริง” (เช่นเดียวกับ United 93 และ Before Sunset) ตลอด 24 ชม.
24 เล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่ตัวเอก แจ็ค บาวเออร์ (เคียเฟอร์ ซัทเธอแลนด์) บรรยายว่า “เป็นวันที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของผม”  เขาเป็นเจ้าหน้าที่ CTU (Counter-Terrorist Unit) หรือหน่วยต่อต้านผู้ก่อการร้าย  วันที่เขาพูดถึงนั้นเป็นวันอังคารเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ  ซึ่งตัวเก็งอันดับหนึ่ง เดวิด ปาล์มเมอร์ (เดนนิส เฮส์เบิร์ต) ผู้ยังอาจได้เป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกนั้นตกเป็นเป้าหมาย  แต่ปรากฏว่าผู้ก่อการร้ายวางแผนซับซ้อนกว่าแค่ลอบสังหารมากนัก  เพราะไม่นานทั้งกรม CTU หรือแม้แต่ครอบครัวของแจ็คเองก็ไม่อาจหลุดพ้นจากปฏิบัติการนี้ได้
ช่วงแรกของ 24 แบ่งการเล่าเรื่องเป็นห้าส่วน  ส่วนแรกคือแจ็ค  ผู้ต้องสืบสวนแผนการลอบสังหาร  พร้อมทั้งหาไส้ศึกที่ซ่อนอยู่ใน CTU ไปพร้อมๆกัน   เหตุการณ์นี้ยิ่งซับซ้อนกว่าที่ควรจะเป็นเพราะความตึงเครียดระหว่างเขา, คนใต้บังคับบัญชาของเขา นีน่า มายเออส์ (ซาร่าห์ คลาก) ที่เคยเป็นคนรักและเลิกกันไปเมื่อเขาคืนดีกับภรรยาหลังแยกกันอยู่, และคนใต้บังคับบัญชาของนีน่า -- โทนี่ อัลไมดา (คาร์ลอส เบอร์นาร์ด) ที่หลงรักนีน่ามานาน  จึงมีอคติกับแจ็ค  และพร้อมจะรายงานเขาให้หัวหน้าเล่นงานได้ทุกเมื่อ  โดยเฉพาะเมื่อแจ็คเองเป็นผู้ชอบแหกกฎอยู่แล้ว
 
image
  ส่วนที่สองเล่าถึงลูกสาวของแจ็ค -- คิม บาวเออร์ (อีลิชา คัธเบิร์ต) ที่แอบหนีออกจากบ้านหลังเที่ยงคืนเพื่อไปพบกับเพื่อนที่นัดผู้ชายสองคนเอาไว้  แต่ค่ำคืนแห่งการปาร์ตี้เปลี่ยนไปเมื่อพวกเธอไม่ได้กลับบ้าน...และดูเหมือนเหตุของเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับงานของพ่อเธอ  ส่วนที่สามนั้นคือเมื่อแม่ของเธอ เทอรี่ บาวเออร์ (เลสลี่ โฮป) ออกตามหาเธอพร้อมกับพ่อของเพื่อนคนนั้น  แต่ทั้งคู่กลับต้องเข้าไปพัวพันกับแผนการต่างๆด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ส่วนที่สี่ติดตาม เดวิด ปาล์มเมอร์  ซึ่งความลับในอดีตของครอบครัวที่เขาไม่รู้มาก่อนกำลังจะสั่นคลอนชีวิตเขาอย่างหนัก  และส่วนสุดท้ายนั้น...บอกจากมุมมองของผู้ก่อการร้ายโดยตรง
 
image
สำหรับละครทีวีที่มีความยาวราวๆ 16-17 ชั่วโมง  การแสดงนั้นค่อนข้างถือว่าดีเลยทีเดียว  การแสดงของเคียเฟอร์ ซัทเธอแลนด์ในบทของเจ้าหน้าที่ผู้ต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายทำให้แจ็ค บาวเออร์กลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่ติดปากทั่วบ้านทั่วเมือง (ในแบบเดียวกับที่ Jennifer Aniston ดังจาก Friends)  ดูเผินๆแจ็ค บาวเออร์อาจเป็นคนธรรมดาที่ออกเคร่งจริงจังไปนิด  แต่ถ้าได้รู้จักจริงๆ  คุณจะรู้ว่าเขาเป็นคนแหกกฎตัวร้าย ปากแหลมคม เป็นนักล่าที่กัดไม่ปล่อยอย่างน่ากลัว  และจะทำ(แทบ)ทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งผู้ก่อการร้ายถึงที่สุด  แต่ภายใต้ความมุ่งมั่นไม่สนหัวใคร  กลับมีความอ่อนไหวลึกๆและความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์(แบบแปลกๆ)ซ่อนอยู่  และถ้าเขาชอบใครหรือรักใครแล้ว  จะจริงจังกับความรู้สึกนั้นมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของเขา(ซึ่งกลายมาเป็นจุดอ่อนในหลายๆโอกาส)  เคียเฟอร์ ซัทเธอแลนด์ไม่มีปัญหาเลยในการเล่นตัวละครบทเด่นๆมีเอกลักษณ์แบบนี้  ทำให้แจ็ค บาวเออร์เป็นตัวละครไอคอนประเภทที่คนติดตาม ชื่นชม หวาดบ้าง แต่สุดท้ายก็อดรักหรือเชียร์ไม่ได้
ตัวละครอื่นๆที่เหลือไม่มีใครแย่เป็นพิเศษให้เอ่ยถึง  ทุกคนทำหน้าที่ในบทบาทของตนได้ไม่ขาดไม่เกิน  แต่สามคนที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือผู้แสดงเป็นเดวิด ปาล์มเมอร์  กับภรรยาของเขา  ซึ่งแสดงความสัมพันธ์อันซับซ้อนของสามีภรรยาในวงสังคมสูงได้อย่างน่าเชื่อถือและจริงจนเศร้าทีเดียว  สุดท้ายคือเลสลี่ โฮปผู้แสดงเป็นภรรยาของแจ็ค  ไม่ว่าคุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเธอยังไงในตอนต้น  แต่เมื่อเรื่องราวเดินหน้าไป  ตัวละครคนนี้จะทำให้คุณชอบขึ้นเรื่อยๆ  เพราะเธอมีส่วนคล้ายแจ็ค  ภายนอกดูบอบบางเล็กน้อย  แต่ไหวพริบ ความกล้าหาญ และความเฉลียวฉลาดแทบจะไม่แพ้กันเลย
แล้วก็มาถึงตัวเรื่อง  ไม่ว่าจะมีคอนเซ็ปต์หรือตัวละครดีแค่ไหน  สิ่งที่ทำให้คนติดตาม 24 ปีแล้วปีเล่าคือเนื้อเรื่องที่เข้มข้นทุกวินาที  เต็มไปด้วยจุดหักมุมมากมาย  และการคำนวณเนื้อเรื่องอย่างฉลาด  จนวินาทีท้ายๆของทุก episode จะมีเหตุการณ์ตื่นเต้น หวาดเสียว หรือช็อคสุดขีดให้เราอยากติดตามเนื้อเรื่องต่อแทบไม่ไหว  จุดหักมุมและเหตุการณ์พลิกผันคอยแต่จะมาเรื่อยๆ  ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งเดาได้ยากขึ้นและไม่คาดฝันมากขึ้นเรื่อยๆด้วย  ความเด่นอีกอย่างคือการที่ผู้สร้างไม่สนใจที่จะสร้างเนื้อเรื่องตามความคาดหวังของผู้ชม  มีความรู้สึกในทุกตอนว่าตัวละครตัวนั้นตัวนี้อาจไม่รอดผ่านเหตุการณ์นี้...อาจตายได้ทุกเมื่อ  แม้แต่ตัวพระเอกเอง  จุดนี้จะยิ่งเน้นขึ้นใน season ต่อๆไป
และผมต้องขอเน้นจุดหักมุมในตอนจบของชั่วโมงก่อนสุดท้าย  --  ชั่วโมงที่ 23 --  เป็นพิเศษ  ไม่รู้ว่าจะมีใครคาดเดาได้ก่อนไหม  แต่สำหรับตัวผมเองนั้นต้องขอบอกว่ามันเป็นหนึ่งในการหักมุมที่หยุดลมหายใจของผมได้จริงๆ  เทียบเคียงได้กับการอ่านตอนจบในผลงานของอกาธา คริสตี้อย่าง ใครฆ่าโรเจอร์ แอ็คครอยด์ หรือ ฆาตกรรมยกเกาะ เลยทีเดียว(แม้การหักมุมจะคนละอย่างกัน)  ผมนั่งขนลุกซู่ตลอดเวลาสองสามนาทีนั้น  ยังอึ้งนานแม้ episode จะจบไปแล้ว (แน่นอนว่ามันคงจะเป็นจุดที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดของ season นี้แน่)
ฉากไคลแม็กซ์ของเรื่องนี้เกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที  แต่เป็นช่วงเวลาที่ความตึงเครียดซึ่งมีมาตลอด 23 episode ได้ถึงคราวปลดปล่อยเสียที  และช่างเป็นฉากไคลแม็กซ์ที่ดุเดือดเลือดพล่านและชวนสั่นประสาทสุดๆ  ทั้งที่มันมีเพียงสองคนในไม่กี่นาทีแค่นั้น!    และฉากหลังจากนั้นยังน่าพอใจที่มันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ความเป็นจริง  ไม่ใช่ตามความคาดหมายของผู้ชม  แม้จะเป็นความจริงที่รสขมขื่นก็ตามที
ไม่ใช่ว่าทีวีซีรี่ส์เรื่องนี้ไม่มีจุดบกพร่อง  แต่สิ่งที่มันทำถูกนั้นมีมากกว่าหลายเท่านักจนบดบังความบกพร่องแทบทุกอย่างได้หมด  เช่น ใครจะมามัวสนใจว่าแผนการของผู้ก่อการร้ายพิลึกพิลั่นเพียงใด หรือ เนื้อเรื่องบางทีจะต้องใช้เหตุผลเกินความจริงบ้างเพียงไหน  ในตอนที่หัวใจกำลังเต้นแรงและขอให้เหล่าผู้คนในเรื่องผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้โดยดี  การดูทีวีไม่เคยเป็นเรื่องสนุกเท่านี้เลย  ตอนนี้คงหวังเพียงว่าผู้สร้างจะคงคุณภาพและความแปลกใหม่ในการเล่าเรื่องนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ  เพื่อที่ผู้ชมจะได้คอยติดตามภารกิจของแจ็ค บาวเออร์อย่างตาไม่กะพริบ  พร้อมกลั้นหายใจยามเขาประสบเหตุการณ์จนมุมจนเจ้าตัวต้องสบถถ้อยคำประจำกาย “Dammit!”